นายกฯ ชู กสศ.แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ ช่วย นร.ยากจนพิเศษสังกัด สพฐ.รอบแรก 4 แสนราย
       เมื่อวันที่ 7 มกราคม นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตอนหนึ่งว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำส่งผลร้ายต่อพัฒนาการของประเทศมายาวนานทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งหนึ่งในต้นตอของปัญหาของความเหลื่อมล้ำของไทยก็คือการศึกษา รัฐบาลนี้ได้ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาและผู้สนับสนุนจากหลายฝ่าย เร่งดำเนินการให้มีกองทุน กสศ.เพื่อจะดูแลและส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในหลายมิติ เช่น ช่วยเหลือและสนับสนุนให้เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ล่าสุด ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือเรียกว่า ไอ-ซี (iSEE) ที่เป็นระบบรายงานข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อช่วยให้ผู้ทำนโยบายมองเห็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเป็นเครื่องมือให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อไม่ให้มีเยาวชนคนใดถูกทอดทิ้ง โดยสามารถเรียกดูข้อมูลรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษได้ตลอดเวลา รวมทั้งข้อมูลของสถานศึกษาทั้ง 30,000 แห่ง ผลการเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนฯ ทั้งในระดับประเทศ จังหวัด สถานศึกษา ไปจนถึงระดับผู้เรียน ซึ่งต่อไปจะเชื่อมโยงกับข้อมูลของโครงการลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       นายสุภกร กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรียังได้บอกว่า กสศ. และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เริ่มดำเนินงานเรื่องนี้แล้วในปีการศึกษา 2561 โดยหลังการเปิดระบบเมื่อวันที่ 21ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักเรียนยากจนพิเศษทั้งสิ้นกว่า 4 แสนราย ทั้งนี้จะมีระบบติดตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุน ผ่านแอพพลิเคชั่น CCT ที่กำหนดไว้ว่านักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าวต้องมีอัตราการมาเรียนเกินกว่าร้อยละ 80 ตลอดปีการศึกษา ซึ่งครูจะสามารถแจ้งนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน รวมทั้งจะมีการติดตามผลการเรียนตลอดจนน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก เพื่อดูแลให้มีพัฒนาการที่สมวัย โดยสามารถทำงานในทุกขั้นตอนบนแอพพลิเคชั่นไม่ได้ใช้กระดาษ (Paperless)
       นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของประเทศยังถือว่าทำได้ไม่มากเท่าที่เราคาดหวัง ส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณที่ลงไปสนับสนุนไม่ตรงจุดอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ยังมีความเหลื่อมล้ำให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ระบบ iSEE นี้ ถือว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยภาครัฐเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรงกับความต้องการของเยาวชนของชาติแต่ละรายได้ อีกทั้งยังมีเงื่อนไขที่นักเรียนต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือด้วย ต้องขอบคุณทุกท่าน ที่ช่วยกันพลิกโฉมการบริหารจัดการระบบการศึกษาของประเทศ และขอให้ กสศ. กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนและครูในการกรอกข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องดูแลความเป็นส่วนตัวของข้อมูลนักเรียนเหล่านี้ด้วย
       สำหรับความคืบหน้าในการโอนเงินอุดหนุนนั้น กสศ. ได้ทยอยโอนเงินอุดหนุนไปยังโรงเรียนและผู้ปกครองนักเรียนยากจนพิเศษที่ส่งข้อมูลเข้ามาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คิดเป็นงบประมาณจำนวนราว 382 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนมากกว่า 16,000 แห่ง และนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่า360,000 คนในพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยพบว่ายังมีข้อมูลของนักเรียนยากจนพิเศษอีกประมาณ70,000 คนในสถานศึกษาอีกราว 6,000 แห่งที่ข้อมูลเลขบัญชีและชื่อบัญชียังไม่สอดคล้องกับฐานข้อมูลของธนาคาร เช่น ไม่พบเลขบัญชีหรือชื่อบัญชีในฐานข้อมูลของธนาคาร เลขที่บัญชีกับชื่อเจ้าของบัญชีไม่ตรงกัน มีการเปลี่ยนชื่อนามสกุล เป็นต้น กสศ.ขอความร่วมมือโรงเรียนตรวจสอบข้อมูลที่ยังผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนเพื่อแก้ไข ดังเช่นข้อมูลของนักเรียนส่วนใหญ่ที่กำลังได้รับโอนเงินอุดหนุนอยู่ในขณะนี้ จากนั้น กสศ.จึงจะสามารถโอนเงินให้อย่างถูกต้อง
ที่มา : ข่าวการศึกษา หนังสือพิมพ์มติชน
         https://www.matichon.co.th/education/news_1307237
 กระทรวงศึกษาธิการ

เว็บไซต์เสียงปฏิรูปประเทศ